พงไพร ผีป่า นางไม้

พงไพร ผีป่า นางไม้

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เรื่องเล่าข้างกองไฟ ตอน..อิทธิฤทธิ์คมเขี้ยวพญาหมีกับอาถรรพ์แห่งป่า


 " ไพรอาถรรพ์ "



      กลางเดือนมิถุนายน...หน้าฝนเริ่มมาเยือน ทำให้ป่าเริ่มคืนสู่ความเขียวขจีอีกครั้ง ทำให้คณะเราชักชวนกันเดินทางเข้าชมบรรยากาศแห่งป่า หลังจากนัดวันเวลากันแล้วคณะเราจึงเริ่มออกเดินทางซึ่งเป้าหมายอยู่ที่ป่ารอยตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน อำเภอหนึ่งของจังหวัดตาก เนื่องจากว่าป่าแถวๆนี้ธรรมชาติ ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าต้นไม้และสัตว์ป่า ห่างไกลจากการสัญจรมาเยือนของผู้คน กลิ่นอายแห่งป่า...ยังคงความบริสุทธิ์ชวนให้น่าสัมผัสเป็นอย่างยิ่

   ณ กลางป่าลึกแห่งหนึ่งชายแดนจังหวัดตาก รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสองคันนำกลุ่มเพื่อนสมาชิกผู้รักป่ารวมทั้งหมดสี่คนมาหยุดบนยอดเขาถ้ดจากหมู่บ้านมาราวๆสองกิโลเมตร ซึ่งจุดที่เราจะใช้พักค้างแรมในยามค่ำคืนนี้พอจะมองเห็นชายคาหมู่บ้านอยู่ลับๆในเบื้องล่างของหุบเขา ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเบียดเสียดกัน ไม่มีร่องรอยการตัดโค่นไม้เลย เราเลือกเอาทำเลที่เป็นลานหญ้ากว้างพอประมาณ หลังจากได้ทำเลแล้วจึงจัดการกับธุระส่วนตัวของใครของมัน ส่วนผมก็จัดการไล่ความชื้นโดยเริ่มก่อไฟในเตาถ่านที่นำพามาเป็นลำดับแรก สภาพอากาศหรือบรรยากาศป่าในยามนี้...เวลาประมาณห้าโมงเย็น ลมพัดโชยนิดๆ กลุ่มเมฆฝนเคลื่อนคล้อยลอยต่ำในบางช่วง ทำให้เกิดความชื้นในอากาศ ทำให้อากาศมีความเย็นพอประมาณ ไฟถ่านในเตาจึงพอที่จะขจัดไล่ความชื้น ให้ความอบอุ่นในยามนี้ได้เป็นอย่างดี



    จัดการกับเสบียงข้าวของ กางเต้นท์ทำที่หลับที่นอนเรียบร้อยแล้ว จึงพากันเดินสำรวจภูมิประเทศ พบว่าสภาพป่าแถวนี้มีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก บางช่วงโล่งของแนวต้นไม้ สามารถมองไกลพอจะมองเห็นทิวเขาถัดไปข้างหน้า กลุ่มเมฆปกคลุมยอดเขาดุจดังถูกปกคลุมหรือห่อหุ้มด้วยปุยนุ่น มองดูขาวนวล เย็นสบายตา เดินสำรวจถัดเข้าไปในแนวป่า...ความรู้สึกวังเวงพิกล ยิ่งเพ่งมองลึกเข้าไป ป่ายิ่งมีความมืด เสียงแห่งป่า...เสียงลมพัด ใบไม้สั่น กิ่งไม้ไหว ประกอบการปรุงแต่งของจิต ทำให้รู้สึกว่าคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงและหลบซ่อนอยู่...เหมือนกับว่า...มันกำลังจ้องมองดูเรา แบบที่เราเรียว่า "จิตหลอน" นั่นเอง ...."พอละ" บอกกับตัวเอง ก่อนจะหันกลับเดินมายังที่พักพร้อมกับการสลับหน้าหันกลับไปมองข้างหลังเป็นช่วงๆ ความรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามเราห่างๆ เสียงแว่วตามมาติดๆ....พลางครุ่นคิด ลมเย็นก็พัดโชยผ่านวูบไปชั่วขณะหนึ่ง แบบสัมผัสได้...รีบเร่งฝีเท้า หันซ้ายแลขวา มองหน้ามองหลัง ไม่มีอะไร เงียบ..แล้วก็เงียบ..แต่เย็น เย็นแบบความรู้สึกชวนให้ขนลุก ลมหยุดพัด ใบไม้หยุดสั่น กิ่งไม้หยุดไหว เอ....! รึว่า..ป่า..มันจะเริ่มเปลี่ยนไป.....


   พระอาทิตย์คล้อยต่ำเลื่อนลับขอบฟ้าเวลาก็ประมาณเกือบหนึ่งทุ่มในป่าพระอาทิตย์จะตกดินช้ากว่าในเมือง เนื่องจากเราอยู่บนป่ายอดดอยสูง จึงสามารถเห็นพระอาทิตย์โคจรลับขอบฟ้ากินระยะเวลานานขึ้น กลางวงสนทนาในยามค่ำคืนนี้ เนื้อย่างหอมๆบนเตาถ่าน  ควันไฟ แสงไฟจากเตาถ่าน ประกอบแสงไฟจากโคมไฟเล็กๆสองอัน อันนึงวางบนโต๊ะ อีกอันวางบนหลังคารถเพื่อช่วยกระจายแสงสว่าง ช่างให้ได้อรรถรสของการกินแบบภายใต้บรรยากาศแห่งการอยู่ป่า สุราดี...เพิ่มบรรยากาศในการเล่าเรื่องพูดคุยกันอย่างได้อารมณ์สนุกสนาน บรรยากาศยามค่ำคืนนี้ ลมพัดโชย กิ่งไม้ต้องลมไหว เสียงแว่วไกลมาจากแนวป่าและรอบๆข้าง เสียงดังแขวกๆ ฟังชัดเจนว่าเป็นเสียงธรรมชาติที่เกิดจากการกระทำของสัตว์ป่า สลับเสียงโขกร้องอยู่ไกลๆ ด้วยประสบการณ์จึงพอจะรู้ได้ว่าคือเสียงเก้งร้อง หรือทางเหนือเรียกว่าเสียงฟานโขก ดาวบางดวงเปล่งแสงริบหรี่สลับมืดแสงในบางช่วงเพราะบดบังด้วยกลุ่มเมฆฝน เวลาล่วงเข้าไป เหลือบดูนาฬิกาเวลาแค่สองทุ่มกว่าๆ ป่าช่างมืดมิดเหมือนในตอนดึกสงัดเสียจริงๆ พลัน...! เสียงทุกเสียง ความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่ดำเนินมา ต่างพากันหยุดเงียบ  หยุดการดำเนินกิจกรรม ข้าพเจ้าสังเกตได้ถึงความเงียบ วังเวงผิดปกติ บวกกับความรู้สึกที่เผชิญมาในช่วงหัวค่ำตอนออกเดินสำรวจแล้ว จึงคอยสังเกตถึงความผิดปกติรอบๆตัว โดยที่เพื่อนเราชาวคณะนักท่องป่า ยังไม่มีใครรับรู้ได้ว่า ป่ามันเริ่มเปลี่ยนไป....        
     
      ความเงียบสงัดบวกกับความมืดวังเวงซึ่งข้าพเจ้ารับรู้ได้ พลัน..ทันใดนั้นเอง...! จากแนวป่าด้านข้าง ไม้ยืนต้นขนาดกลางต้นหนึ่ง ที่ดกเต็มไปด้วยใบและกิ่งก้านสาขากลับมีอาการสั่นไหวคล้ายลมพัดกรรโชก เสียงกิ่งไม้เสียดสีกัน ใบไม้พัด...ดุจต้องลมดังหวีดหวิว "เอาล่ะวะ"...คิดในใจ  มันมีอะไรอาถรรพ์แน่ๆ สมองแว๊บ...นึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่อดีตพรานป่าชาวกะเหรี่ยงท่านหนึ่งให้มา ด้วยเสน่หาแบบมิตรไมตรี พร้อมกับกำชับให้นำติดตัวเวลาเดินทาง สามารถแก้อาถรรพ์ กันผีป่า ผีโป่ง สิ่งลึกลับได้ จึงเอ่ยปากบอกชาวคณะ ขอลุกไปทำธุระซักครู่หนึ่ง มุ่งหน้าไปเปิดประตูรถที่จอดอยู่ใกล้ๆ หยิบสิ่งของที่อดีตพรานกะเหรี่ยงให้มาซึ่งเก็บเอาไว้ในช่องเก็บของด้านหลังคาหัวเก๋งของรถ ติดรถไว้ตลอดเวลา สัมผัสรับรู้ได้ถึงพลังของวัตถุสองชิ้นนี้ ด้วยน้ำหนัก ขนาดและความใหญ่โต ผมจึงขออนุญาตเรียกว่า..."เขี้ยวพญาหมีป่า" ลักษณะเป็นเขี้ยวหมีขนาดใหญ่มาก ผมก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก เคยเห็นตามแผงพระเครื่องอยู่หลายๆที่ แต่ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก ไม่ใหญ่เท่านี้ เป็นเขี้ยวหมี ที่แกะเป็นรูปเสือแบบแกะครึ่งเขี้ยว ฝีมือการแกะเป็นแบบชาวบ้าน จะเห็นร่องรอยการขูด กรีดเซาะแกะด้วยมือแบบโบราณ การแตกร่องบวกกับความเหลืองฉ่ำแสดงอายุว่าเก่าแก่ทีเดียว 


"เขี้ยวพญาหมีป่า...ป่าลุ่มน้ำอิรวดี"


     จัดการหยิบออกมาหนึ่งเขี้ยว ก่อนจะว่าพระคาถาหรือบทสวดกำกับที่พระอาจารย์ท่านให้มาท่องเวลาเข้าป่า กันสัตว์ กันอาถรรพ์ ท่านบอกเช่นนั้น "นะโมตัสสะ....ฯ" สามจบ แล้วตามด้วยบทสวด "อิติปิโส ภควา...ฯ"  อีกสามจบ ก่อนจะเป่าลงไปยังเขี้ยวพญาหมีป่า พร้อมกับกลั้นลมหายใจเดินมุ่งตรงไปยังต้นไม้ต้นนั้นที่ยังสั่นไหวอยู่ จับเขี้ยวพญาหมีป่ายื่นชกออกไปยังไม้ต้นนั้น พลัน....! กิ่งไม้ ใบไม้ที่สั่นไหว พากันหยุดนิ่งลงสงบเงียบในพลัน.....ความเงียบ..หยุดสงบนิ่ง ทิ้งระยะอยู่อีกซักครู่หนึ่ง ...ลมเริ่มพัดโชย เสียงแห่งป่า การดำเนินกิจกรรมแห่งป่าเริ่มกลับมาเป็นปกติ  อากาศมีความเย็นจากลมพัดโชย บรรยากาศแห่งความเป็นธรรมชาติ...คืนกลับมา ป่าไม่ปลี่ยน....            
      กลับมานั่งร่วมวงสนทนากันต่อ หลังจากนำเขี้ยวพญาหมีป่ามาเก็บไว้ยังที่เดิม พูดคุยกับเพื่อนชาวคณะต่อไป แต่ก็อดแปลกใจ ดีใจ ปนตื่นเต้นในใจนิดๆ ที่ไม่คิดว่าเราจะแก้อาถรรพ์ป่าได้  ตั้งวงสนทนาจนเวลาล่วงเลยเข้าไปจวนจะห้าทุ่ม จึงแยกย้ายกันทำภารกิจส่วนตัว เข้าหลบนอนในเต้นท์ ส่วนผมภารกิจสุดท้าย จัดการเติมเชื้อไฟด้วยถ่านก้อนโตๆ  เพื่อสร้างเสริมความอบอุ่น อีกทั้งกองไฟ...ช่วยให้มีกลิ่นอายของการเข้าป่า...ช่วยสร้างเสริมกำลังใจในป่า หากเมื่อใดไฟดับหรือไม่ก่อไฟเลย จะรู้สึกวังเวงพิกลๆ ไฟ...จึงคล้ายมีอำนาจในการปกป้องคุ้มครองนักเดินป่า ทั้งจากสัตว์ป่าหรือสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น ไฟ...จึงเป็นสิ่งแรกที่ให้ความอบอุ่นใจ..โดยเฉพาะนักท่องป่าทั่วไปอย่างพวกเรา

     เวลาล่วงเลยไปราวๆซักตีหนึ่งกว่าๆเห็นจะได้ เพื่อนชาวคณะพากันนอนหลับไหลกันหมด เหลือผมคนเดียวที่ยังนั่งผิงไฟจากเตาถ่านที่ตั้งอยู่ใกล้ๆโต๊ะสนทนา เนื่องจากยังคงครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา อีกทั้งยังอยากอยู่กับสภาพบรรยากาศของป่า ที่ให้ความสบายใจ อิ่มเอิบใจ อัดอากาศให้ชุ่มฉ่ำปอด แบบหาที่ไหนไม่ได้ในตัวเมือง ท้องฟ้ายามราตรีเริ่มปลอดโปร่ง พระจันทร์ปรากฏขึ้นเฉียงกับฟากฟ้า ส่องแสงสีเหลืองนวล หมู่ดาวทยอยส่องประกายแสงแห่งราตรีระยิบระยับประดับท้องฟ้า นั่งอยู่คนเดียว เสริมสร้างจินตนาการอันกว้างไกล ลอย...ลอยไปที่ใดมิรู้ได้...ดื่มด่ำในห้วงแห่งจินตนาการได้ไม่นาน พลัน...! ลมพัดกรรโชกแรงวาบพัดผ่านไป ก่อนจะหวนพัดกรรโชกกลับมาอีกทิศทางหนึ่ง  พัดกรรโชกสลับไปมา สลับกันอยู่อย่างนั้น ท้องฟ้าเริ่มกลับสู่ความมืดมิด หมู่เมฆไม่รู้เคลื่อนคล้อยมาจากทิศทางใด ไหลมาบดบัง แสงเหลืองนวลของพระจันทร์ แสงประกายแห่งหมู่ดาว เริ่มมลายหายสิ้นไป 


      ป่าเปลี่ยน...ป่าอาถรรพ์....ในความรู้สึกสัมผัสได้ ถึงเหตุการณ์แปลก..ประหลาดใจ ในยามปกติเมื่อซักครู่นี้ จู่ๆท้องฟ้ากลับพลันมืดมิด ลมกลับพัดกรรโชกวูบแรง..ความเงียบสงัดวังเวงหวนกลับมาอีกครั้ง แต่แล้ว...พลัน..! จู่ๆก็มีเสียงลมพัดดังสนั่น พัดกรรโชกในแนวป่าลึกไกลออกไป เสียงลมพัดดังสนั่นลั่นป่าที่เดียว เสียงป่าลั่นนั้นดังสนั่นวิ่งเป็นทาง ดุจเสียงเหยียบย่ำของฝูงสัตว์ป่าจำนวนมากที่พากันวิ่งตรงมายังทิศทางที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ปานว่ามันจะหมายมั่นเหยียบย่ำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าให้แหลกราน "เอาล่ะวะ"...บ่นพึมพำในใจกับตัวเอง ป่าอาถรรพ์...แต่จิตใจยังคงแน่วแน่เข้มแข็ง ข่มความกลัวเอาไว้ให้ได้ จะหนีก็คงหนีไม่ได้ ขืนวิ่งหนี จะวิ่งหนีไปยังทิศทางใด คงสติแตกเป็นบ้าแน่ๆ ตาจดจ้องมองไปยังทิศทางที่มาของเสียงนั้น ในใจพลางท่องบทสวดมนต์นะโมฯสามจบ ตามด้วยบทสวดมนต์อิติปิโส ภควา...ฯ สวดไปเรื่อยๆ ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ เสียงนั้นวิ่งเป็นทาง...ดังเข้ามาใกล้ เข้ามาใกล้ และก็เข้ามาใกล้ จนเมื่อสัมผัสได้ว่ามันจะมาถึงตัวเราแล้ว มันกลับเบาลง....เบาลง  เงียบ...เงียบ..อันตรธานหายไป...ป่าเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์แปลกประหลาด อาถรรพ์แห่งป่าเกิดขึ้นได้ชั่วครู่เดียว หากใครคุมสติตนเองไม่อยู่ เห็นทีคงสติแตกเป็นบ้า หรือวิ่งหนีตกเขาตกดอยแน่ๆ

     นั่งไตร่ตรองใคร่ตรวญถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นทีต้องได้พบเจออีกทั้งคืนแน่ๆ พลางนึกถึงเขี้ยวพญาหมีป่าที่อดีตพรานกะเหรี่ยงให้มาคู่นั้น จึงเดินไปหยิบออกมาจากรถ ท่องบทสวดมนต์กำกับเหมือนเดิม เสร็จแล้วกลั้นลมหายใจ ก่อนจะชกเขี้ยวพญาหมีป่าออกไปเป็นแนวทั้งสี่ทิศ...หวนกลับมานั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศของป่า จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควร เห็นว่า...เหตุการณ์อาถรรพ์แห่งป่าคงจะยุติ และคงจะเป็นปกติสุขทั้งคืน จึงกลับเข้าเอนกายนอนในเต้นท์ ทิ้งเตาไฟที่ยังครุกรุ่นอยู่...เป็นปราการด่านสุดท้าย .. จนกว่ามันจะมอดไหม้ดับลงไป....

บทสรุป...
     เรื่องเล่าข้างกองไฟ ...เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาบวกกับประสบการณ์ที่ได้มาจากการเดินทางท่องเที่ยวป่าดงดิบและขุนเขา เป็นเรื่องที่ท้าทายสภาพจิตใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยอารมณ์รักป่า ชอบบรรยากาศแห่งป่า บางครั้งจำต้องเดินทางคนเดียว จิตใจจึงต้องกล้าแข็ง เด็ดเดี่ยวพอ...หากอยากให้เรื่องเล่าจากป่ายังคงอยู่ เราต้องช่วยกันหวงแหนป่า หวงใยธรรมชาติ

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สักการะ ศาลหลักเมืองเก่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช บ้านปากร้อง หมู่ที่ 6 ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมือง จังหวัดตาก

"ศาลหลักเมืองเก่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดตาก"


  "ศาลหลักเมืองเก่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดตาก" ตั้งอยู่ที่บ้านปากร้อง หมู่ที่ ๖ ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก

"สะพานตากสินราชานุสรณ์"


     ถ้าเดินทางมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำปิง (ฝั่งตัวเมืองตาก) ใช้เส้นทางข้ามแม่น้ำปิงที่สะพานตากสินราชานุสรณ์ แล้วขับตรงไปประมาณ ๓ กิโลเมตร กลับรถตรงจุดกลับ..เลยสะพานข้ามห้วยแม่ท้อ จะเห็นทางเข้าอยู่ตรงเชิงสะพาน...หมู่บ้านปากร้อง หมู่ที่ ๖ ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก ขับรถตรงเข้าไปในหมู่บ้านประมาณ ๓๐๐ เมตร จะพบบริเวณที่ตั้งศาลเสาหลักเมืองเก่า ในครั้นยุคสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่ทิศด้านซ้ายมือ

"ศาลหลักเมืองเก่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดตาก"



     "ศาลหลักเมืองเก่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดตาก" ตั้งอยู่ที่บ้านปากร้อง หมู่ที่ ๖ ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก 




            เสาหลักเมืองไม้แต่ละต้น จะปรากฎให้เห็นสภาพร่องรอยพื้นผิวแห้ง กร่อน แสดงความเก่าแก่ตามกาลเวลา


    ปัจจุบันมีเสาหลักเมืองที่ทำจากหินแกรนิตอีก จำนวน ๔ ต้น รวมเสาหลักเมืองทั้งหมด จำนวน ๑๐ ต้น ลักษณะของเสาหลักเมืองทั้งหมด มีลักษณะเป็นเสายืนต้น ด้านบนเหลาหรือกลึงแหลมมน คล้ายๆแบบรูปศิวลึงค์ ในแบบศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู

"ประวัติโดยย่อของเสาหลักเมืองตาก"


    ภายหลังการประกาศอิสรภาพหลั่งน้ำสิโณทกแห่งองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประมาณปี พ.ศ. ๒๑๒๗  พระองค์ทรงนำกองทัพและผู้คนเข้ามาทางช่องทางด่านแม่ละเมา หยุดรวบรวมไพร่พลที่ด่านแม่ละเมา และหลังจากนั้นได้ไปสักการะบูชาเจดีย์ยุทธหัตถี และจัดพิธีสัการะบูชาดวงพระวิญญาณพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพื่อเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่กองทัพและประชาชน ซึ่งตอนนั้น..เกาะตะเภา(บ้านตาก)..ยังคงมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านอยู่ พระองค์จึงทรงพิจารณาเล็งเห็นว่าเกาะตะเภา..แห่งนี้ ทำเลยังไม่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองหน้าด่าน จึงทรงปรึกษาหารือเพื่อหาทำเลที่มีชัยภูมิอันเหมาะสมและดีกว่า เพื่อที่จะสร้างเมืองหน้าด่านแห่งใหม่ กอปรกับตรงช่วงฤดูน้ำหลากพอดี พระองค์จึงทรงให้ต่อเรือแพนำทหารและผู้ติดตามล่องแพมาตามลำน้ำแม่ปิง จนกระทั่งมาถึงจุดที่พักแพ ซึ่งเป็นที่ที่ลำห้วยแม่ท้อไหลมาตัดบรรจบกับแม่น้ำปิง ในเขตพื้นที่หมู่บ้านระแหง หรือเมืองตากในปัจจุบัน จึงพบว่าทำเลที่ตั้งฝั่งตะวันตกคือหมู่บ้านป่ามะม่วง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านระแหง น่าจะเป็นทำเลที่เหมาะสมดีในการที่จะตั้งเมืองหน้าด่านแห่งใหม่ จึงทรงให้สร้างพระตำหนักที่ประทับขึ้นหลังหนึ่งเรียกว่า "พระตำหนักป่ามะม่วง" และเห็นควรตั้งเขตทำเลที่ตั้งบ้านป่ามะม่วงแห่งนี้เป็นเมืองหน้าด่านแห่งใหม่ เพราะด้านฝั่งตะวันออกมีแม่น้ำปิงขวางกั้น ส่วนด้านทิศใต้ก็มีลำห้วยแม่ท้อตัดผ่าน เป็นชัยภูมิที่ได้เปรียบด้านการศึก เหมาะกับการรุกและรับ จึงทรงสั่งให้ตั้งเสาหลักเมืองทันที ซึ่งเป็นเสาหลักเมืองที่ทำด้วยไม้มงคล ..ยังคงตั้งอยู่และมีสภาพไม้ที่เก่าแก่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา 
   ปัจจุบัน เสาหลักเมืองสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปากร้อง หมู่ที่ ๖ ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก



      ภายในบริเวณที่ตั้งศาลเสาหลักเมือง ยังมีศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ประดิษฐานให้เคารพกราบไหว้บูชา



ป้ายจารึก เกี่ยวกับการสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

     ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าพ่อหลักเมือง รูปคติความเชื่อคล้ายแบบชาวจีน

"เจ้าพ่อหลักเมืองตาก"



"เล่าเรื่องเกี่ยวกับ..เสาหลักเมือง"

"เสาหลักเมือง" เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของการก่อตั้งชุมชนหรือเมือง ตามคติความเชื่อของศานาพราหมณ์ - ฮินดู เพื่อให้เทพ เทวดาอารักษ์ ผู้รักษาปกป้องเมืองสิงสถิตย์อยู่อาศัย ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธฺิ์ ที่รวมจิตใจของประชาชน ให้มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  และน่าจะเกี่ยวข้องกับการวางผังดวงเมืองเพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุขร่มเย็น ดังเช่น..คติความเชื่อการสร้าง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง หรือการสร้าง เสื้อพระธาตุ เพื่อเป็นที่ปกปักษ์รักษาองค์พระธาตุหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ที่สถิตย์ภายในองค์พระธาตุ ตามคติที่ปรากฏในวัดล้านนาทางภาคเหนือ...

"เสื้อพระธาตุ" วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง






วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ทริปอิ่มบุญ..เดินบุญขึ้นพระธาตุเขาพระ ต.ตลุกกลางทุ่ง อ.เมือง จ.ตาก

ทิวเขา...ยอดเขาพระ
(มุมมองจากฝั่งบ้านป่ามะม่วง)

พระธาตุเขาพระ ต.ตลุกกลางทุ่ง อ.เมือง จ.ตาก

จุดชมวิวยอดพระธาตุเขาพระ

    ทริปเล็กๆ แต่อิ่มบุญ...กับประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุเขาพระ ในงานเปิดโครงการ "การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์การท่องเที่ยวเขาพระ...ประจำปี 2558" พร้อมกับร่วมสรงน้ำพระพระพุทธ พระสงฆ์ ถวายผ้าป่า และถวายพระพุทธรูปเพื่อประดิษฐานบนดินแดนที่สูงที่สุดของตัวเมืองตาก ....เขาพระ  เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558

ลิ้งค์ข้อมูลเดิมที่เกี่ยวข้อง...
http://travelpangsida.blogspot.com/2013/09/blog-post_25.html

     ทริปนี้ขอตัดภาพมาที่ เส้นทางขึ้นทางสำนักสงฆ์เขาพระ บ้านเด่นมะขาม ม.8 ต.ตลุกกลางทุ่ง อ.เมือง จ.ตาก 
     สภาพเส้นทางก็ยังไม่เหมาะหากในยามฝนตก แม้กระทั่งในหน้าแล้งยามนี้ สภาพเส้นทางก็เหมาะสำหรับรถระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ...



ป้ายให้อนุรักษ์ป่า

เส้นทางลาดปูนช่วงกลางเส้นทาง ช่วงเดียว




ทัศนียภาพ เนินเขาริมทาง

หากยานพาหนะขึ้นไม่ไหวก็...ลุยด้วยสองเท้าแบบนี้ล่ะครับ 




ลานจัดโครงการ



   จุดรับลงทะเบียน พร้อมรับแจกเสบียง อาหาร น้ำดื่ม เพื่อใช้นำติดตัวเดินขึ้นไป

พิธีเปิดโครงการณ์โดยท่านนายอำเภอเมืองตาก

                                ผู้ร่วมงานหลากหลายสาขาอาชีพ


   เสร็จพิธี..ก็เริ่มกิจรรมเดินขึ้นสู่เขาพระ บางส่วนก็ขออาศัยไปลงกลางทาง เก็บแรงไว้ก่อน เส้นทางเดินขึ้น..ยังอยู่อีกไกล

กลุ่มหนุ่มสาว...ยังไหว สบายมาก ร่วมเดินขึ้นไปอย่างสนุสนาน 

     ถ่ายภาพ ณ จุดลานจอดรถ ขับมาได้ไกลสุดแค่นี้ ยังเหลือระยะทางเดินเท้าขึ้นไปต่ออีก ....สู้ๆ

 สักครู่มีขับสี่อีกคัน ตะกรุยไต่ขึ้นตามมา



ร่วมเก็บภาพเป็นที่ระลึก ครั้งหนึ่งกับการขึ้นสู่เขาพระ




เดินขึ้นทางลัด ...ชันๆ

    เอ...! มันไปทางไหนหว่า ....เส้นทางเดินไปกับป่าธรรมชาติแบบนี้แหละครับ


    จากจุดจอดรถ เดินมาได้ราวๆ สามสิบเมตร ก็พบกับหลุมรูหรือบ่อน้ำ ชาวบ้านบอกว่าเป็น.."บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" ไม่แห้งขอด เพราะแถวนี้ลำธารแห้งขอด ไม่มีน้ำแล้ว





ชาวบ้านตักนำไปใช้.....ตามกำลังศรัทธา


เดินไปกันต่อ...ลัดเลาะไปตามภูมิประเทศ









เหนื่อย...ก็พักเอาแรงก่อนนะครับ


    การบวชป่า เพื่อให้ต้นไม้คงอยู่คู่ป่าธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำ แหล่งอาหาร สร้างบรรยากาศ ฟอกอากาศให้เรา...



   สภาพป่าเป็นป่าโปร่งแบบไม้เต็งรัง ในยามนี้จึงเห็นดอกไม้เต็งรังหล่นกระจาย พัดหมุนถลาไปตามแรงลม ยามเด็กยังจำได้ ชอบเก็บเอามาเล่น โยนร่อนเป็น ฮ.ปีกหมุน....เฮลิคอบเตอร์





" ป่า...ไม้เต็งรัง "









     เพื่อให้การคงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ดอกไม้เต็งรัง ไม่ว่าจะล้มเอียงไปในทิศทางใด รากของมันก็สามารถงอกเงยยาว พุ่งลงไปหาเนื้อดินเพื่อการฝังรากได้ นี่คือการเอาตัวรอด ปรับตัวไปตามธรรมชาติ


      ดูการฝังรากของมัน...ทำให้ได้ "คติธรรมข้อคิด" ในแง่ของการรู้จักปรับตัวเพื่อการดำรงชีพ "ชีวตคนเรา หากรูจักการปรับตัวเข้าใจและสามารถเข้ากับกลไกการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันได้ ก็สามารถที่จะดำรงชีพได้อย่างปกติสุข ฉันใดก็ฉันนั้น"





พืชพรรณไม้ป่า หลากชนิด ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในผืนป่า 
"เห็ดลม"


"ผักหวาน..ป่า"

"ดอกก้านหรือดอกชะงู"
     มีลักษณะคล้ายต้นบุกแต่ขนาดเพรียวเล็กกว่า ชาวบ้านนิยมนำต้นมาปลอกผิวนำไปทำแกง เป็นอาหารป่าตามฤดูกาล 





กิ้งก่า..ตัวนี้ ช่วยเติมสีสันแบบไร้เดียงสา เล็กๆน้อยๆ



"ดอกไม้ดินป่า"
     ออกเฉพาะช่อดอก ไม่มีใบ ไม่เห็นลำต้น กระจัดกระจายไปทั่วป่า...ตามผืนดิน สวยงามมาก







     ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึงบริเวณลานส่วนยอดเขาพระ อันเป็นที่ตั้งศาลาประดิษฐานพระพุทธรูป ให้ผู้ที่สามารถเดินพิชิตยอดเขา ได้กราบไหว้บูชา และยังมีกุฏิพระสงฆ์ ห้องสุขาไว้บริการ





"ระฆัง...กังวานไกล"

   
     เมื่อมาถึงแล้วต้องตีระฆังหน่อย ให้ดังกังวาน บอกเป็นนัยให้รู้ว่า .. เราสามารถพิชิตยอดเขาพระได้แล้ว

"ป้ายยินดีต้อนรับ ผู้พิชิต"

"ประวัติเจดีย์พระธาตุเขาพระ"

กุฏิ.."นักบุญแห่งภูผา"


"พระพุทธรูป ประดิษฐานในศาลา" 

"รอยพระพุทธบาทจำลอง"

"มุมสบายๆ พักให้หายเหนื่อย"

ชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันถวายพระพุทธรูป ลูกนิมิต ผ้าป่า




เบิกเนตรพระพุทธรูป

สรงน้ำพระพุทธ

สรงน้ำพระสงฆ์







รับพรมน้ำพระพุทธมนต์

เสร็จพิธีเรียบร้อย ขอเดินขึ้นชมจุดสูงสุด..ที่ตั้งพระธาตุเขาพระ
ทางเดินขึ้น....

ทำบุญตามเส้นทาง ตามกำลังศรัทธาครับ


เส้นทางเดินขึ้น ท่ามกลาง "ดอกไม้ดิน" แทงช่อดอก...โผล่ละลานตา




ระฆังบุญ...กลางทางเดิน


 ความหมาย...ระฆังบุญ


เส้นทางขึ้น...เดินลัดเลาะไปตามภูมิประเทศ ป่า..หิน..เขา





     กับระยะทาง ราวๆร้อยกว่าเมตร ก็มาถึงทางขึ้นนมัสการ "พระธาตุเขาพระ"...
"เขาพระเทพ" ข้อความโดดเด่น ตระหง่านบนหินผา


กับทางขึ้น...ปีนป่ายตามลักษณะภูมิประเทศ..ชันๆ..ท้าทาย


สำหรับผม ขออ้อมมาขึ้นทางด้านหลัง เรียบหน้าผา

เป็นช่องทางลอดใต้หินผา ก้มๆ เงยๆ เข้าไปหน่อย

สุดทาง เป็นบันไดสั้นๆ พอให้ปีนป่ายขึ้นไป

 "พระธาตุเขาพระ" 


                                      จุดสูงสุดของตัวเมืองตาก






      ภูมิทัศน์...จากจุดสูงสุดของเขาพระ สามารถตรวจการได้โดยรอบเห็นตัวเมืองตาก กับลมพัด...ให้ความเย็น..พอคลายร้อนได้












     อีกครั้งหนึ่งของการเดินทาง กับเส้นทางที่ต้องใช้ความพยายาม แต่ก็มีความปลื้มปิติ อิ่มบุญ อิ่มใจ กับการพิชิตจุดสูงสุดของเมืองตาก ไหว้พระ..ทำบุญ ....มินิออฟโรด ใกล้เมืองตาก