พงไพร ผีป่า นางไม้

พงไพร ผีป่า นางไม้

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

เล่าเรื่องถิ่นล้านนา ตอน...ผีม้าบ้อง

ผีม้าบ้อง
       ตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ผีม้าบ้อง" เป็นเรื่องเล่าประจำถิ่นเกี่ยวกับผีหรือความเชื่อ ที่ปรากฏในถิ่นล้านนาทางภาคเหนือของประเทศไทย จะว่าเป็น "ผีประจำถิ่นล้านนา" ก็ว่าได้ เพราะในภาคอื่นไม่ปรากฏว่ามีการเล่าถึง โดยผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้ที่เคยพบเจอปรากฏการณ์ผีม้าบ้อง ได้เล่าถ่ายทอดกันมาสู่ลูกสู่หลาน ผู้อยู่ใกล้ชิด  ซึ่งผู้เขียน ครั้งหนึ่งเคยเข้ารับการอบรมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับวัฒนธรรม จารีตประเพณี ตลอดจนความเชื่อในถิ่นล้านนา ได้มีการพูดถึงความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับผีล้านนาและเรื่องตำนานผีม้าบ้อง จึงขอเล่าโดยสรุปให้ฟังถึงลักษณะของผีม้าบ้อง ประกอบคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ ในถิ่นแถวภาคเหนือ ถึงลักษณะของผีม้าบ้อง ดังนี้..
       "ผีม้าบ้อง" เป็นลักษณะของคนที่เชื่อว่าโดนผีม้าเข้าสิง และจะอาศัยอยู่ในร่างนั้นตลอด (คล้ายกับผีกะในถิ่นล้านนาหรือผีปอบในถิ่นแถวภาคอีสาน)  โดยจะชอบออกหากินเวลากลางคืนหรือช่วงพลบค่ำ     บางครั้งผีม้าบ้องก็จะแปลงกายเป็นม้าบ้าง  หากแปลงกายเป็นม้า เราจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้า วิ่งกุกกุก กักกัก ประกอบเสียงร้อง ฮี้ๆๆๆ..ของม้า หรืออาจเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป แต่ทำท่าทางการแสดงออกหรือกริยาเหมือนม้า เช่นลักษณะการวิ่งเหยาะๆ บางทีก็เอานิ้วมือแนบหู ชูสองข้าง ประกอบการส่งเสียงร้อง ฮี้ๆๆ..เหมือนม้า 

       ผีม้าบ้องชอบกินอาหารที่มีกลิ่นคาว เช่นเลือดสัตว์  คาวเลือดจากรกเด็ก ซากสัตว์ โครงกระดูกวัวควาย และไข่ดิบ 
     
     หากผีม้าบ้องพบอาหาร ก็จะกินเหมือนม้า โดยจะใช้ลิ้นเลียอาหาร เช่นหากพบโครงกระดูก ผีม้าบ้องก็จะเลียกินจนอิ่ม แล้วก็จะจดจำสถานที่ ที่พบแหล่งอาหารนั้นไว้ หากหิวเมื่อไหร่ มีโอกาสก็จะกลับมาเลียกินอีก เลียกินเสียจนกระดูกเรียบเป็นมัน 



(คุณตาชิน ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยพบเจอปรากฏการณ์ "ผีม้าบ้อง")
     เมื่อกลางปี 2555 กระผมได้ย้ายมาทำงานที่จังหวัดตาก และได้มีโอกาสคุยกับคุณตาชิน (ขอสวนนามสกุล) ปัจจุบันคุณตาชิน อายุ 65 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก  ซึ่งโดยนิสัยส่วนตัวของผมชอบฟังและศึกษาเกี่ยวกับวิถีความเชื่อ เรื่องเล่าประเภทนี้อยู่แล้ว พอได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณตาชิน ถึงเรื่องราวของ "ผีม้าบ้อง" ที่ท่านได้เคยมีประสบการณ์สัมผัสมา โดยคุณตาชิน ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและประสบการณ์เกี่ยวกับผีม้าบ้อง ตามลำดับเรื่องราวพอประติดประต่อได้ว่า...
     
     คุณตาชินเอง ดำรงชีพอยู่ด้วยการเลี้ยงสัตว์และทำปศุสัตว์เล็กๆน้อยๆ ตัวแกเองได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ปี 2521 โดยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้คนเดียว ลักษณะเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ กึ่งกระท่อม ล้อมด้วยรั้วสังกะสี ตอนที่แกมาอยู่ใหม่ๆนั้น ไม่มีแม้ไฟฟ้า หรือประปา  น้ำดื่มน้ำใช้ต้องอาศัยบ่อน้ำผุด(ตาน้ำ) น่าเสียดายปัจจุบันโดนถมที่เพื่อสร้างถนนไปแล้ว ส่วนไฟฟ้า อาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก๊าด
(บ้านคุณตาชินปัจจุบัน ถนนหน้าบ้านกลายเป็นถนนลาดยาง รั้วบ้านยังคงแบบเดิม)
      เมื่อตอนคุณตามาอยู่ใหม่ๆ สภาพภูมิประเทศโดยรอบเป็นป่า มีหญ้าและต้นไม้ขึ้นรก และเป็นเขตสนามบินเก่าของญี่ปุ่นในอดีต สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นมีบ้านเรือนผู้คนอยู่แค่ 2 หลัง โดยบ้านอีกหลังเป็นหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างจากบ้านคุณตา ประมาณ 200 เมตร  ถนนหนทางเป็นทางฝุ่นลูกรัง   แทบไม่มียานพาหนะใดวิ่งผ่าน ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาจะใช้การเดินเท้าเป็นหลัก ส่วนตัวคุณตาเองจะใช้รถสามล้อปั่นที่มีกระบะบรรทุกอยู่ด้านหน้า แกเอาไว้ใช้ปั่นไปตลาดในตัวเมืองตาก เพื่อไปรับเศษอาหาร เศษผัก มาให้หมูที่แกเลี้ยงไว้ เป็นกิจวัตรประจำวัน แทบจะกล่าวได้ว่าคุณตาอาศัยอยู่ในย่านนั้นคนเดียวโดดๆก็ว่าได้ เพราะนานๆที แกถึงจะได้มีโอกาสพบเจอกับเพื่อนบ้าน
     คุณตาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการพบเจอ "ผีม้าบ้อง" (ซึ่งตัวคุณตาเองแกเรียกว่า "ผีกะม้าบ้อง")....ว่า    ในค่ำคืนวันหนึ่ง เป็นวันกลางพรรษา และเป็นวันโกน (วันโกน คือ วันขึ้น 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ และวันแรม 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ ของทุกเดือน (หรือ วันแรม 13 ค่ำ หากตรงกับเดือนขาด) ซึ่งเป็นวันก่อนวันพระ 1 วัน วันพระ คือ วันขึ้น 8 ค่ำกับ 15 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำกับ 15 ค่ำ ของทุกเดือน หรือวันแรม 14 ค่ำ หากตรงกับเดือนขาด) หลังจากที่ได้สุมไฟไล่แมลง ไล่ยุง ให้กับ วัว ควายและต้มข้าวให้หมูในเล้าของแกแล้ว แกก็ทำธุระส่วนตัว แล้วก็เตรียมตัวจะเข้านอน  สมัยก่อนนั้นเวลากลางคืนหรือช่วงพลบค่ำจะมืดมาก เนื่องจากไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้า จะมีก็เพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์ หรือกองไฟทีแกก่อสุมไฟไล่สัตว์ หรือก็แสงสว่างดวงเล็กๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดของแกเอง 
     ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 2ทุ่มกว่าๆ ความสงบเงียบในยามค่ำคืน จะมีก็เพียงเสียงสะบัดหางเพื่อไล่ยุงหรือแมลงของวัวควายที่แกเลี้ยงไว้ ขณะคุณตากำลังล้มตัวลงนอนได้เพียงแค่ชั่วอึดใจ หูสองข้างของคุณตาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ดังถนัดชัดเจน เป็นเสียงฝีเท้าคล้ายกับลักษณะการวิ่งของม้า วิ่งเหยาะ กุบกับ กุบกับ พร้อมกับเสียงร้อง ฮี้ๆ ครางอยู่ในลำคอของมัน วิ่งผ่านหน้าบ้านของคุณตา แล้วก็ค่อยๆหายเงียบไปในช่วงสุดถนน ซึ่งเป็นรอยต่ออีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่คุณตาเองก็ไม่ได้สนใจอะไร คงเข้ามุ้งนอนตามปกติ ซึ่งผมได้สอบถามคุณตาแล้ว แถวนั้นมีบ้านชำแหละเนื้อสัตว์ส่งตลาดในเมือง หรือชาวบ้านเรียกว่า..เขียงเนื้อ ผมสงสัยว่าคงจะมี ซากโครงกระดูกสัตว์ถูกกองทิ้งอยู่ในหลุมแถวๆนั้น ซึ่งเป็นอาหารของผีม้าบ้อง
     คืนวันต่อมา เวลาไล่เลี่ยกัน คุณตาก็ได้ยินเสียงลักษณะแบบเดียวกันอีกนั้นอีก ได้จังหวะที่คุณตายืนบนชานแคบๆหน้าบ้านพอดี จึงได้ชะโงกส่องสายตาออกไปดู ซึ่งคุณตาแกเองก็ไม่มีไฟฉายใช้ ภาพที่เห็นบวกกับแสงสลัวๆ จากดวงจันทร์ คุณตาเห็นลักษณะสัตว์คล้ายม้า ตัวสีดำใหญ่ทะมึน วิ่งเหยาะๆ ส่งเสียงร้องผ่านไป โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดขี่บนหลังของมัน ผมได้สอบถามกับคุณตาถึงพฤติกรรมของมัน ซึ่งแกเองเล่าว่า..เมื่อมองดูมัน มันก็วิ่งไปตามปกติของมัน ไม่ได้สนใจอะไร  และไม่มีปฏิกิริยาคุกคามแต่อย่างใด ผมก็ถามว่า ทำไมคุณตาไม่ตะโกนเรียกมัน.....แกบอกว่า ตัวแกเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่เพียงอยากรู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงอะไรเท่านั้นเอง ผมก็คิดว่า..หากคุณตาตะโกนเรียกมัน มันคงไม่ทำอะไรคุณตาหรอก เพราะไม่ใช่ศัตรูของมัน แต่..เมื่อผีม้าบ้องรู้ว่า มีคนสงสัยและเรียกมัน มันคงไม่โผล่มาให้เห็นอีกแน่ๆ คุณตาแกเองก็คิดว่า คงเป็นม้าของใครที่ไหนซักที่ ที่หลุดคอกออกมาแล้วคงวิ่งวนเวียนหาทางกลับบ้าน แต่..คิดแล้ว ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะละแวกแถวนั้น ไม่มีผู้ใดเลี้ยงม้าเลย แถมม้าก็เป็นสัตว์มีราคาแพงด้วย กอปรกับแกก็ไม่เคยเห็นใครจูงม้าหรือขี่ม้าผ่านหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งในตัวเมืองตาก     
      คุณตาได้เล่าต่อว่า.. รุ่งเช้าแกได้ลุกมาทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ พอเสร็จแล้วจึงได้ออกมาดูร่องรอยฝีเท้าของม้าตัวนี้ แต่แกก็ไม่เห็นแม้แต่รอยเท้าม้า แม้รอยเดียว ทั้งที่ม้าก็ตัวใหญ่ทึนทึกอย่างนั้น ถนนก็เป็นทางผงฝุ่น บางวันก็เปียกเพราะฝนตก แต่ก็ไม่ปรากฏรอยเท้าม้าเลย ทั้งที่มันเองก็วิ่งผ่านตั้งหลายครั้ง หลายคืน

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คุณตาชินเองก็ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ผีม้าบ้องมาตลอด แต่สับเปลี่ยนเวลาการปรากฏ จากพลบค่ำเป็นช่วงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่มบ้าง แต่เป็นที่น่าแปลกประหลาด แกบอกว่าจะได้พบเจอก็เฉพาะช่วงเวลาในวันโกน ระหว่างกลางพรรษาเท่านั้น ก่อนพรรษาหรือหลังพรรษา จะไม่มีโอกาสได้พบเจอเลย จวบจนกระทั่งความเจริญเข้ามา ถนนหนทางกลายเป็นถนนลาดยาง ตาน้ำผุดถูกกลบถม ประชาชนเริ่มเข้ามาอยู่หนาแน่นขึ้น ผืนป่าถูกทำลาย ปรากฏการณ์ผีม้าบ้องจึงสูญหายไป เหลืออยู่เพียงแค่เป็นเรื่องเล่า ที่ผมได้จดบันทึกอยู่ในครั้งนี้นี่เอง

โดยความคิดส่วนตัวของผมแล้ว ผมคิดว่าผีม้าบ้องก็คือผีม้าหรือวิญญาณของม้า นั่นเอง เนื่องด้วยในสมัยก่อน "ม้า" มีบทบาทในการศึกสงครามอยู่ไม่น้อย เสียชีวิตแบบทรมานด้วยคมหอก คมดาบ แบบอารมณ์เจ็บปวด ทุกข์ ทรมาน จิตวิญญาณจึงยังคงอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความเจ็บปวด ความเคียดแค้นพยาบาท เป็นการตายแบบยังไม่ถึงคราว หรือที่เราเรียกกันว่า ตายโหง จิตวิญญาณจึงกลายเป็นสัมภเวสี ล่องลอยชดใช้กรรมอยู่จนกว่าจะหมดกรรม ได้ไปผุดไปเกิดใหม่ 

 ปัจจุบันนี้ ไม่มีการใช้ม้าทำศึกสงครามกันแล้ว ปรากฏการณ์ผีม้าบ้องยุคปัจจุบัน จึงไม่มีใครได้พบเห็น หรือหากจะมีโอกาสพบเห็นก็คงจะน้อยครั้งมาก บางทีคนที่พบอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า..นั่นคือ...."ผีม้าบ้อง"

                                                                                                      ด้วยจิตคารวะ...จากผู้เขียน


วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

จากป่าอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก เมืองกำแพงเพชร สู่ป่ารอยเสือแม่ลูกอ่อน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (ช่องเย็น) ตอน..(1)

จังหวัดกำแพงเพชร เมืองมรดกโลก


พุทธศาสตร์...ขับ..พุทธศิลป์ เมืองต้นกำเนิดพระเครื่องชื่อดัง


   พุทธศาสตร์...ขับ..พุทธศิลป์ จากรากเหง้าพุทธศิลป์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย ขับพุทธศาสตร์การเผยแพร่พร้อมการค้าขาย สู่การกำเนิดพระเครื่องชื่อดัง...เมืองกำแพงเพชร....


อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก เมืองกำแพงเพชร

อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก เมืองกำแพงเพชร ( วัดพระแก้ว)

 อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (ช่องเย็น) 

รอยเท้าเสือป่าแม่วงก์(ช่องเย็น)

     การเดินทางเที่ยวนี้ออกเดินทางช่วงฤดูร้อนปลายเดือนมีนาคม 2557 จากจังหวัดตาก แวะชมตัวเมืองกำแพงเพชร อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก ก่อนเดินทางต่อสู่ป่ารอยเสือแม่ลูกอ่อน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (ช่องเย็น)

                           ระหว่างทางแวะซื้อเสบียงที่ตลาดมูเซอ (2) เขตอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก



     เมื่อขับรถเข้าสู่เขตเมืองเก่าสายตาก็ต้องสะดุดเข้ากับตัวกำแพงเมือง ป้อมปราการ ซึ่งตั้งตระหง่านยืนหยัดเคียงคู่กับกาลเวลา ผ่านการศึกสงครามมาหลายครั้ง บัดนี้รากไม้ใหญ่ขอยึดเพื่อใช้อยู่อาศัย แต่ก็ยังช่วยทำให้บรรยากาศมีความอึมครึมดูเข้มขลัง รู้สึกถึงอดีตได้

   กำแพงเมืองและป้อมปราการ โดดเด่นมาก ทำด้วยศิลา ต่างจากที่อื่นๆ ซึ่งส่วนมากจะก่อด้วยอิฐหรือดินเผา เมื่อสัมผัสก้อนศิลารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง เหนียว และแง่ยังมีความคมเหมือนสะเก็ดเหล็กหลอม


รากไม้ใหญ่แผ่ปกคลุม




"ช่องตรวจการณ์ทหารยามประจำกำแพงเมือง"


 ป้อมเพชร เป็นป้อมที่มีความลาดเอียงมากกว่าป้อมอื่นๆ เนื่องจากเป็นป้อมปืน เพื่อใช้ชักลากปืนใหญ่

ภายในป้อมเพชร

ศิลาเมื่อลูบสัมผัสดูจะสะดุดมือ ผิวไม่เรียบและมีความคม เหนียว แข็ง แกร่ง เหมือนเหล็ก

         "ประตูผี" ชื่อน่ากลัวนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเหมือกับทางล้านนา ที่ประตูผีจะใช้เป็นทางออกของการนำผู้เสียชีวิตไปฌาปนกิจในวัดหรือสุสานซึ่งอยู่นอกเขตกำแพงเมือง



โบราณสถาน "วัดป่ากล้วย"

 โครงสร้างและพระพุทธรูปทำด้วยศิลา

โบราณสถาน "วัดมะขามเฒ่า"


 ต้นมะขามใหญ่ขี้นคลุมยอดเจดีย์


     เดินชมรอบๆตัววัดแล้ว สังเกตเห็นวัตถุบางอย่างมีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นดินด้านหลังซากวิหาร จึงเข้าไปดู เมื่อพิจารณาแล้วจึงได้ทราบว่าเป็น "ยอดเจดีย์" ที่ต้นมะขามขึ้นแผ่รากปกคลุม ซึ่งหักพังทะลายลงมา ตอนแรกนึกว่าเป็นปูนปั้นอย่างเดียว แต่เมื่อดูใกล้ๆแล้ว น่าทึ่งกับคนสมัยก่อนจริงๆ เป็นยอดเจดีย์ที่ทำมาจากศิลาด้วยการสลักเป็นวงโค้ง ทำเป็นรูปปล้องไฉน ประกอบเป็นยอดเจดีย์ ลองยกดู หนักมาก ยกหรือขยับไม่ได้เลย

จากแนวอุทยานฝั่งกำแพงเมืองและป้อมปราการ ผมก็เดินทางข้ามมาอีกฟากฝั่งถนน ใกล้ศาลหลักเมืองเพื่อมาชมโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่ง โดยเสียค่าเดินเข้าชม 20 บาท

     "วัดพระแก้ว"กำแพงวัดเป็นศิลาแลงกลมทั้งท่อนสูงประมาณเมตรเศษ เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ตั้งอยู่บริเวณเขตพระราชวังเก่า เป็นสถานที่เกี่ยวพันกับตำนานและเชื่อว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานของ "พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต" มาก่อน


"ศิลาแลง กำแพงวัด"


 ลักษณะกำแพงวัดพระแก้ว เป็นศิลาแท่งกลมใหญ่ ตั้งวางซ้อนแและเป็นแนวเรียงกัน



ภายในและรอบๆบริเวณวัดพระแก้ว

     เหลือเพียงรอยพระพุทธบาท ลองนึกจินตนาการภาพดู ถ้าเป็นพระพุทธรูปที่ยังสมบูรณ์อยู่ ผมเชื่อว่าจะเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากศิลา ที่มีขนาดความสูงใหญ่และโดดเด่นมาก

 ซากยอดเจดีย์

เจดีย์ยังคงโดดเด่น


" เจดีย์ประธาน "

"พระพุทธรูปศิลา" ขนาดใหญ่
           




กลุ่มองค์พระพุทธรูปที่ยังคงมีสภาพเกือบสมบูรณ์และโดดเด่นที่สุดของโบราณสถานกลุ่มบริเวณนี้


  
                                                  เน้นมุมถ่ายกับกล้องคอมแพ็คธรรมดา





เพิ่มความสังเกตครับ รูร่องระบายน้ำ ยุคเก่าจริงๆ


     "กระรอกใหญ่" วิ่งไล่หยอกล้อกัน ในขอบกำแพงอุทยานประวัติศาตร์ ยังคงสภาพผืนป่าอยู่ เป็นวัดหรือโบราณสถานที่อยู่ในป่า สำหรับท่านที่ชอบดูนก กระรอก ไม่ผิดหวังนะครับ นกนานาชนิด นกแก้วก็มี  เสียงเจื้อยแจ้ว ดังทั้งวันครับ นกแก้วนี่ดังมาก เสียดายไม่มีเวลาแอบซุ่มถ่ายรูป ได้แค่เนี้ย.. กระรอกเผือกก็มีตัวใหญ่ สวยมากครับ


เจ้าตัวนี้ ไม่บอกก้รู้นะครับ ผมเรียก "งูมีตีน" ฮ่าาา..


     จากนั้นผมมุ่งหน้าสู่เขตอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกอีกแห่งหนึ่งเพื่อชมวัดพระสี่อิริอยาบถ ใช้เวลาเดินทางจากจุดเดิมประมาณ 15 นาทีก็มาถึงแล้ว ทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก

     เสียค่าธรรมเนียมการนำรถเข้า 50 บาท ก็ตระเวนทัวร์แบบสบายๆ ช้าครับ ไม่ต้องรีบแล้วเราจะสัมผัสกับบรรยากาศยามอดีตได้เต็มที่

ไปตามภาพ ใช้ภาพเล่าเรื่องเลยนะครับ




    สังเกตุเสาแท่งศิลา มีขนาดใหญ่และสูงมากครับ นึกถึงเทคนิคการขุด การแกะสลัก และการชักลากของช่างสมัยก่อนจริงๆ


     สงสัยมานานแล้วว่า "ศิลาแลง" มาจากไหน เดินชมโบราณอยู่นานก็เห็นร่องรอยการขุดแนวดินข้างทาง อยู่ใกล้ๆวัด ที่แรกนึกว่าเป็นคูระบายน้ำ อดสงสัยไม่ได้ต้องเดินไปดู ...บ่อศิลานี่เอง!! ค้นหาคำตอบมานาน ศิลา..เขาขุดขึ้นมาจากใต้พื้นดินที่เราเดินไปเดินมานี่แหละ แสดงว่า..เป็นเมืองแห่งศิลาจริงๆ 


 เห็นศิลาอยู่ใต้ดินชัดเจนครับ

 แนวศิลาด้านล่างบ่อขุด

เพื่อพิสูจน์ทราบว่าใต้ผืนดินเป็นศิลาจริงเปล่า เห็นบ่อน้ำจึงต้องเดินไปดู 

ชัดเจนครับ "บ่อน้ำศิลา"

 "วัดพระสี่อิริยาบถ" ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวครั้งนี้

      เมื่อก่อนเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป ปางสี่อิริยาบถคือ ยืน (ปางประทานอภัย) นั่ง (ปางมารวิชัย -อ่านว่า มาน-วิ-ชัย) นอน (ปางไสยาสน์) เดิน (ปางลีลา) ครับ



 ปัจจุบันคงเหลือพระพุทธรูปปางประทานอภัย (ยืน) ที่โดดเด่นที่สุด





 ม้านั่งพักผ่อน ทางเข้าวัด คลาสสิคจริงๆ

                                                            บ่อศิลาแลง หน้าวัด


"วัดสิงห์"






"วัดช้างรอบ"


 บันไดขึ้นลานพิธีกรรม ชันและสูงมากครับ

บ่อศิลา วัดช้างรอบ



                                     อื่นๆ โดยรอบอุทยานฯ มีให้ชมอีกเยอะครับ


 ใบเสมาคู่
    
   สรุป..โบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะด้านการใช้วัสดุศิลาแลงเป็นวัสดุก่อสร้าง รูปแบบทางศิลปกรรมแสดงออกถึงเชิงช่างฝีมือของบรรพชนในอดีตและอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาพุทธ ประสมประสานกันระหว่างฝีมือเชิงช่างเพื่อการศาสนาและการศึกสงครามได้อย่างลงตัว โบราณสถานรวมกลุ่มหนาแน่นในบริเวณป่าธรรมชาติ ซึ่งยังคงบรรยากาศพุทธศาสนาแบบอรัญวาสี (วัดป่า) ดังเช่นในอดีต
ย้อนรอยอดีตเรียบร้อยแล้ว..ผมก็หันพวงมาลัยรถเพื่อมุ่งหน้าสู่ป่าอุทยานแม่วงก์(ช่องเย็น)สุดเขตจังหวัดกำแพงเพชรครับ